3 หลักง่ายๆเพื่อฝึกพูดภาษาอังกฤษอย่างมั่นใจ

August 18, 2014

              ได้ฟังหลายๆคนถามคนบ่นให้ฟังเรื่องที่ไม่ค่อยมั่นใจในการพูดภาษาอังกฤษ ทั้งๆที่เขียนโต้ตอบอีเมล์ภาษาอังกฤษได้ อ่านก็จัดว่าอยู่ในเกณฑ์เข้าใจ ดิฉันก็พร่ำบอกไปว่าให้ฟังเยอะๆเดี๋ยวก็เป็นพูดได้คล่องเอง พร่ำบอกแบบนี้ให้กับน้องๆในบริษัทมาเกือบ 10 ปีแล้ว ปัจจุบันดิฉันก็ยังได้ยินคนที่เคยถามครั้งแรกถามอยู่บ่นอยู่ จนเมื่อกระแสการรวมตัวของประเทศอาเซียน AEC มาแรงจัด ลูกค้าหลายๆบริษัทต้องการคนที่มีความสามารถด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษโดยเฉพาะคนทำงานด้าน IT ยิ่งพูดได้ด้วยนี่ยิ่งเป็นที่ต้องการ เรียนตามตรงว่าสรรหายากมากค่ะ จะง่ายขึ้นแต่สู้เงินเดือนได้หรือไม่? เคยถามเพื่อนที่ทำงานในระดับผู้จัดการในบริษัทต่างชาติว่าแก้ปัญหาหาคนทักษะภาษาอังกฤษมาทำงานไอทีอย่างไร? ก็ได้คำตอบว่าก็เอาคนเรียนจบอังกฤษมาฝึกงานไอทีเพราะฝึกง่ายกว่าทักษะภาษาอังกฤษ เป็นปัญหาระดับชาติค่ะเรื่องนี้จนดิฉันคิดว่าทำอย่างไรถึงจะสอนให้คนทำงานพูดภาษาอังกฤษได้ทันใช้งาน? คือเริ่มให้ดีให้เข้าใจแล้วไปฝึกต่อเองได้ เพราะพวกเราได้คำศัพท์แล้วยิ่งสายงาน IT ศัพท์แสงต่างๆก็แทบจะทับศัพท์ภาษาอังกฤษหมด มิฉะนั้นตลาดแรงงานเมืองไทยจะไม่สามารถแข่งขันกับประเทศในกลุ่ม AEC ได้แน่นอนโดยเฉพาะในภาคบริการ ประเทศฟิลิปปินส์เป็น global hub ด้าน call center แทนที่ประเทศอินเดียเพราะพูดภาษาอังกฤษได้ชัดกว่า อินเดียโดนแย่งงานในระดับประเทศถึงกับต้องเปิดสอนการพูดภาษาอังกฤษกันเลย 10 ประเทศในกลุ่ม AEC ดิฉันมั่นใจว่าคนไทยเราเก่งเรื่องบริการที่สุด ถ้าคนไทยเรามีความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษคิดดูสิคะว่างานด้านบริการจากต่างประเทศจะหลั่งไหลเข้ามาขนาดไหน?

 

                พายเรือออกทะเลไปนิดขอกลับเข้าสู่เรื่องการสอนการพูดภาษาอังกฤษให้คนทำงานต่อ ดิฉันย้อนมองตัวเองว่าเราพูดภาษาอังกฤษคล่องได้อย่างไร? พบว่าสิ่งที่จะช่วยทำให้การพูดภาษาอังกฤษของเราดีขึ้น สำหรับดิฉันมี 2 หลักใหญ่ๆคือ

 

1) เรียนรู้ระบบ “เสียง” ในภาษาอังกฤษ

                เสียงที่เป็นพื้นฐานของการเรียนภาษาเหมือนที่เราเรียนภาษาไทย เราเริ่มเรียนเสียงสระ พยัญชนะ วรรณยุกต์ สระอะ สระอา แล้วก็หัดผสมคำออกเสียง สองปีที่แล้วกลับไปเที่ยวนิวยอร์คเจอลูกสาวเพื่อนอายุเจ็ดขวบเห็นการบ้านเค้าก็เป็นการหัดออกเสียงผสมเสียงเหมือนกัน แต่ของเรา หลักสูตรให้เรียนท่องคำศัพท์ (vocaburary) และเรียนไวยากรณ์ (grammar) กันเลย นอกจากระบบในภาษาอังกฤษทีเรามีพื้นฐานน้อยแล้ว

 

2) ฟังให้มาก

                ก่อนเราจะพูดได้ คุณแม่เราพูดให้เราฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทารกอย่างเราเลียนแบบขยับปาก ออกเสียงตามอ้อแอ้ๆ จนกระทั้งกล้ามเนื้อปากและลิ้นได้พัฒนาจึงออกเสียงได้ชัดค่ะ ผู้ใหญ่โชคดีที่กล้ามเนื้อพัฒนาแล้ว แต่เสียงไทยกับเสียงอังกฤษมีหลายๆตัวที่ใช้กล้ามเนื้อไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราก็ต้องพัฒนากล้ามเนื้อส่วนนั้นบ่อยๆ เหมือนออกกำลังกายต้องวอร์มก่อน แนะนำให้ฟังคลิปภาษาอังกฤษวันละ 1 ชั่วโมงถ้าทำได้ ถ้าฟังได้มากกว่านี้ก็ดีค่ะฟังมากจะคุ้นเคยเร็ว

 

                จำได้แม่นว่าก่อนไปเรียนต่อต่างประเทศสหรัฐได้เรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมจากอาจารย์ชาวอเมริกันเป็นเวลาประมาณ 2 เดือน ในห้องอาจารย์พูดเราก็ฟังออกและเข้าใจ เราพูดอาจารย์ก็เข้าใจ เรียกว่าดิฉันมีความมั่นใจ เพื่อที่จะไปใช้ชีวิตที่ต่างประเทศ แต่เมื่อไปถึง LA ดิฉันเกิดอาการช็อกเสียเซล์ฟมาก เพราะฟังคนที่นั่นไม่รู้เรื่องเลย พูดอะไรไปเค้าก็งง จนกระทั่งได้ทำงานกับเจ้านายชาวอเมริกัน ทำให้ดิฉันซึมซับ “เสียง” และ “จังหวะ” การพูดของชาวอเมริกันโดยไม่รู้ตัว

 

                ดิฉันจึงมั่นใจว่าความถี่ในการ “ฟัง” ทำให้เรา”คุ้นเคย” และสามารถออก “เสียง” และรู้จัก “ท่วงทำนอง” ของเจ้าของภาษาที่แตกต่างไปจากเสียงและจังหวะการพูดภาษาไทย ท่วงทำนองของอาจารย์อเมริกันพูดในห้องเรียนเป็นเพื่อการสอน ดังนั้นจึงช้าและชัดเจน ในชีวิตจริงมันไม่ใช่ ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ ถึงมีอาการเสียเซล์ฟฟังไม่ออก จนไม่มั่นใจในการพูดภาษาอังกฤษเพราะไม่เข้าใจว่าเค้าพูดอะไร

 

                ในยุคที่เทคโนโลยีทันสมัยแบบนี้ เราสามารถหาคลิปภาษาอังกฤษจาก Youtube มาดูมากมายหลากหลายสำคัญเรื่องความถี่ ยิ่งบ่อย ยิ่งดี คุณสามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่างมั่นใจเหมือนเจ้าของภาษาค่ะการไปเรียนที่ต่างประเทศในความคิดเห็นส่วนตัวดิฉันว่าเป็นการเพิ่มประสบการณ์ชีวิตให้ตนเอง

 

3) มุ่งมั่น

                คนที่มีความมุ่งมั่นใส่ใจมีวินัยฟังภาษาอังกฤษทุกวันๆ หัดพูดบ่อยๆพูดกับตัวเองตั้งแต่ตื่่น พูดทักทายเพื่อนแม้เพื่้อนจะหาว่าเวอร์ ส่วนใหญ่เราจะขาดตรงนี้ แต่ถ้าทำได้ดิฉันว่าคุณจะคุ้นเคยจนคิดเป็้นภาษาอังกฤษ พูดได้เร็วและคล่อง จนสามารถพูดได้ว่า Yes, I can speak English อย่างเต็มปากเต็มคำ

Please reload